วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

รายชื่อสมาชิก

1. นางสาวกนกพัฒน์            พูลสวัสดิ์             รหัสนิสิต  53540001
2. นายธิติ                              สถิตย์เสถียร         รหัสนิสิต  53540008
3. นางสาววาสิณี                   พึ่งแสง                รหัสนิสิต   53540017
4. นางสาวสุธีกานต์               อำพินธุ์                รหัสนิสิต   53540020
5. นางสาวธันยาภรณ์            จันทร์มงคลชัย    รหัสนิสิต   53540031
             นิสิตชั้นปีที่ 2   สาขาเทคโนโลยีการศึกษา(พิเศษ)
                     คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

8. เรื่อง การติดตามผลและวิจัย

การบริการติดตามผลมีหัวข้อดังนี้

1. ความหมายของการบริการติดตามผล
              บริการติดตามผล (Follow - up Service) หมายถึง บริการที่จัดขึ้นเพื่อติดตามผลนักเรียนที่ได้รับการแนะแนวไปแล้วทั้งที่นัก เรียนกำลังเรียน นักเรียนที่จบจากโรงเรียน และนักเรียนที่ต้องออกจากโรงเรียนกลางคันเพื่อตรวจสอบดูผลว่า บริการแนะแนวของโรงเรียนที่ได้จัดทำไปแล้วนั้น ได้ผลเพียงใดนักเรียนสามารถช่วยเหลือตนเองได้หรือไม่ นักเรียนที่ออกไปแล้วนั้นมีปัญหาอะไรบ้าง ต้องการความช่วยเหลือทางใดบ้าง

2. วัตถุประสงค์ของบริการติดตามผล
                - เพื่อช่วยเหลือนักเรียนผู้เคยมารับบริการแนะแนวแล้ว ว่าได้รับผลตามมุ่งหมายของการให้บริการหรือไม่   
               - เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสภาพปัญหาต่างๆที่นักเรียนซึ่งออกจากโรงเรียนไป แล้ว ต้องประสบกับปัญหาเหล่านั้น
                - เพื่อรวบรวมข้อมูลต่างๆ มาใช้ในการประเมินผลงานแนะแนวและเพื่อพิจารณาปรับปรุงหลักสูตรของโรงเรียน โดยยึด ประสบการณ์ของศิษย์เก่าเป็นแนวทาง
               - เพื่อตรวจสอบดูว่านักเรียนเก่าของโรงเรียนมีความพร้อมในการศึกษาต่อหรือประ กอยอาชีพต่างๆ ได้มากน้อยเพียงใด - ติดต่อกับนักเรียนที่ออกจากโรงเรียนไปแล้วสำหรับการให้ความช่วยเหลือต่อไป
               - เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างโรงเรียน นักเรียน และชุมชน - เพื่อรวบรวมข้อสนเทศเกี่ยวกับโอกาสในอาชีพต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์แก่นักเรียนปัจจุบัน
               - เพื่อฟังความคิดเห็นของนักเรียนเก่า สำหรับนำมาปรับปรุงโครงการต่างๆของโรงเรียนให้สนองความต้องการของนักเรียน ให้ได้ มากที่สุด
                - เพื่อจัดบริการให้คำปรึกษาแก่นักเรียนเก่าของโรงเรียนอันเป็นบริการต่อเนื่อง
    - เพื่อเก็บข้อมูลเชิงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่มีประโยชน์ต่อการจัดระบบและ วิธีการให้บริการแนะแนว
               - เพื่อเก็บข้อมูลใหม่ๆเกี่ยวกับ งานอาชีพ ปัญหาทางสังคม สภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่นักเรียนได้พบในโลกภายนอก เพื่อหาวิธีการ แนะแนวที่จะป้องกันปัญหาและอุปสรรคที่จะเกิดขึ้น ตลอดจนส่งเสริมนักเรียนให้มีความสามารถในการปรับตัวได้อย่างดีในการ เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆในสังคม

3. หลักการของการจัดโครงการเพื่อติดตามผล
              - จัดตั้งคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วย ครู ครูแนะแนว นักเรียนปัจจุบัน และนักเรียนเก่า เพื่อช่วยพิจารณาจุดมุ่งหมาย เป้าหมาย และวิธีการดำเนินงานในการติดตามผล
              - กำหนดขอบข่ายของงานการติดตามผล และดำเนินการโดยความร่วมมือของหลายๆฝ่าย - ติดต่อกับแหล่งต่างๆ ที่จะให้ความช่วยเหลือและให้ข้อมูลข่าวสารได้
              - อธิบายโครงการการติดตามผลแก่นักเรียนปัจจุบัน เพื่อจะได้ความคิดเห็นและขอความช่วยเหลือ ทั้งในขณะปัจจุบันและเมื่อ ออกจากโรงเรียนไปแล้ว
              - กำหนดวิธีการต่างๆที่ใช้ในการติดตามผล
              - ขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ที่อาจจะให้ความช่วยเหลือแก่โรงเรียนในการดำเนินงานติดตามผล

4. นักเรียนที่โรงเรียนควรติดตามผล ได้แก่
              - นักเรียนที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียน
              - นักเรียนที่ต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน
               - นักเรียนปัจจุบันซึ่งได้รับการแนะแนวไปแล้ว การติดตามผลนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียน
                - เพื่อเป็นข้อมูลในการปรับปรุงหลักสูตร
              - เพื่อเป็นการให้บริการนักเรียนที่ออกจากโรงเรียนไปแล้วเป้นบริการต่อเนื่อง การติดตามผลนักเรียนที่จบจากโรงเรียนเป็นปีแรก เพราะระยะนี้นักเรียนอาจมีปัญหาในการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ การปรับตัว เป็นต้น การติดตามผลนักเรียนที่ต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน
              - เพื่อเป็นการให้บริการนักเรียนที่ออกจากโรงเรียนไปแล้วเป็นบิการต่อเนื่อง เพราะนักเรียนอาจมีปัญหาในการศึกษาต่อ การ ประกอบอาชีพและการปรับตัว
              - เพื่อเป็นการพิจารณาสาเหตุของนักเรียนที่ออกจากโรงเรียนกลางคัน โดยยังไม่สำเร็จการศึกษา การติดตามผลนักเรียนปัจจุบันที่ได้รับการแนะแนวไปแล้ว ส่วนใหญ่ของการติดตามผลนักเรียนประเภทนี้ ได้แก่ นักเรียนปัจจุบันซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียน
              - เพื่อการตรวจสอบโดยวิธีการและเทคนิคต่างๆ เพื่อติดตามผลดูว่านักเรียนได้นำวิธีการต่างๆที่ได้รับการแนะแนวไปปฏิบัติหรือไม่อย่างไร
              - เพื่อการพิจารณาผลที่นักเรียนได้กระทำไปแล้วเป็นไปตามเป้าหมายของการแนะแนว และการให้คำปรึกษาหรือไม่
              - เพื่อการช่วยเหลือบริการให้คำปรึกษาแนะแนวได้เป็นไปอย่างถูกต้องและได้ผลดียิ่งขึ้น
              - เพื่อเป็นการจัดบริการให้คำปรึกษาและแนะแนวที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการ ทางกาย และวุฒิภาวะของนักเรียนต่อเนื่องกัน
              - เพื่อพิจารณาผลและประสิทธิภาพของหลักสูตร วิธีสอน และกิจกรรมต่างๆในโรงเรียน
              - เพื่อพิจารณาปรับปรุงหลักสูตร วิธีสอน และงานแนะแนวของโรงเรียนให้มีคุณค่ายิ่งขึ้นต่อพัฒนาการของนักเรียน

5.วิธีการติดตามผล
              - การสัมภาษณ์นักเรียนเอง หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง
              - การใช้แบบสอบถาม หรือแบบสำรวจ
              - การพูดและการอภิปรายของนักเรียนเก่า
              - การสังเกตพฤติกรรมอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับนักเรียนที่ต้องการติดตามผล
              - การใช้การติดต่อทางโทรศัพท์
              - การใช้การติดต่อทางจดหมาย ในบรรดาวิธีการติดตามผลดังกล่าวมานี้ มีผู้นิยมใช้อยู่ 2 วิธี คือ - การสัมภาษณ์
- การใช้แบบสอบถาม การสัมภาษณ์เพื่อติดตามผลนักเรียนนั้นเหมาะสมที่จะใช้ติดตามนักเรียนที่ กำลังอยู่ในโรงเรียนเท่านั้น เพราะเมื่อนัก เรียนสำเร็จการศึกษาไปแล้วต่างแยกย้ายกันไปศึกษาต่อ หรือประกอบอาชีพในที่ต่างๆกัน จึงเป็นการยากที่จะให้การ สัมภาษณ์ และการสัมภาษณ์นั้นต้องใช้เวลามาก จึงไม่มีผู้นิยมใช้การสัมภาษณ์ในการติดตามผลมากนัก การใช้แบบสอบถามเพื่อติดตามผลนักเรียน เป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับติดตามผล ทั้งนักเรียนที่กำลังเรียนอยู่ และที่สำเร็จ การศึกษาไปแล้ว วิธีนี้เป็นการประหยัดเงินและเวลามาก ข้อมูลต่างๆที่ได้จากการติดตามผลจะต้องนำมาวิเคราะห์ และการวิเคราะห์ข้อมูลมีหลายวิธีซึ่งอาจจะใช้สถิติขั้นพื้นฐาน เช่น การคำนวณหาค่าร้อยละ เพื่อช่วยให้ทางสถาบันการศึกษาได้พิจารณาว่ามีปัญหาอะไรบ้าง แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขในการ วางแผนการศึกษาและการจัดบริการแนะแนวของสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป



7. เรื่อง การศึกษารายกรณี

บริการสำรวจนักเรียนเป็นรายบุคคล(Individual Inventory Service)
                บริการศึกษาเด็กเป็นรายบุคคล เป็นบริการอันดับแรกของบริการแนะแนว เป็นบริการที่ทำให้ผู้แนะแนวและครูสามารถรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคลช่วยให้ ผู้แนะแนวสามารถ รู้จักนักเรียนมากยิ่งขึ้น และสามารถหาทางช่วยเหลือได้ถูกต้องยิ่งขึ้นการศึกษาและสำรวจนักเรียนเป็นราย บุคคล ช่วยให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการแนะแนว เช่น ผู้บริหาร ครูแนะแนว ครู รวมทั้งบิดามารดาหรือผู้เกี่ยวข้องสามารถรู้จักและเข้าใจนักเรียนได้อย่างดี การศึกษาเด็กเป็นรายบุคคล ประกอบไปด้วย หลักเกณฑ์ที่สำคัญคือการรวบรวมข้อมูลหลักในการรวบรวมข้อมูลการที่จะสามารถรวบรวมข้อมูลได้ต้องมีหลัก ดังนี้
                1. ข้อมูลที่ได้ต้องเป็นข้อมูลที่ชัดเจน สามารถเข้าใจง่าย
                2. ข้อมูลที่จัดหาต้องตรงตามความเป็นจริง และเป็นข้อมูลที่สรรหามาอย่างดี
                3. เป็นข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน เท่าทันเหตุการณ์ ไม่ล้าสมัย
                4. เมื่อได้ข้อมูลหลาย ๆ อย่างแล้ว ต้องเก็บรวบรวมเข้าด้วยกันจัดให้เข้าพวกเข้าหมูอย่างมีระเบียบ
                5. ข้อมูลที่ได้ต้องเก็บเข้าแฟ้มให้เรียบร้อย เพื่อจะได้สามารถค้นหาได้ง่ายและสามารถนำมาใช้ได้รวดเร็วเมื่อต้องการจะใช้



6. เรื่อง บริการให้การปรึกษา

บริการให้คำปรึกษานับว่าเป็น หัวใจของบริการแนะแนวซึ่งถือว่าเป็นบริการที่สำคัญที่สุดในบริการแนะแนว การบริการแนะแนวที่จัดขึ้นในสถานศึกษาจะขาดบริการให้คำปรึกษาเสียมิได้   บริการ ให้คำปรึกษา จึงเป็นบริการที่ทุกคนรู้จักดี บางครั้งมีผู้สับสนว่าบริการแนะแนวก็คือ บริการให้คำปรึกษานั่นเอง ทั้งนี้เพราะบริการแนะแนวจะจัดบริการให้คำปรึกษาอย่างเป็นทางการ ซึ่งสามารถมองเห็นได้ชัดเจนกว่าบริการอื่น ๆ ความจริงแล้วการบริการให้คำปรึกษานั้นเป็นบริการหนึ่งของบริการแนะแนว

จุดมุ่งหมายของการให้คำปรึกษา
                - ช่วยให้บุคคลมีความรู้สึกว่าตนเองไม่โดดเดี่ยวเมื่อเกิดปัญหา
                - ช่วยทำให้บุคคลสามารถรู้จักและเข้าใจตนเองได้อย่างถูกต้อง
                - ช่วยให้บุคคลรู้จักใช้ความคิด ใช้สติปัญญาที่มีทั้งหมดนำไปใช้ในการตัดสินใจแก้ไขปัญหา
                - ช่วยให้บุคคลเกิดความกระจ่างขึ้นในใจ มองเห็นลู่ทางในการแก้ไขปัญหา
                - ช่วยให้บุคคลเห็นถึงความสำคัญ และประโยชน์ที่จะได้รับจากบริการแนะแนว
                - ช่วยให้บุคคลสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้
                - ช่วยให้บุคคลรู้จักความอดทน เสียสละ ยอมรับต่อสภาวการณ์ที่แท้จริง
                - ช่วยให้บุคคลมีการพัฒนาการ และเจริญงอกงามไปถึงขีดสูงสุด

หลักของการให้คำปรึกษา
                - การให้คำปรึกษาจะต้องกระทำไปโดยความสมัครใจของผู้มาขอรับคำปรึกษา
                - ผู้ให้คำปรึกษาต้องมีความรู้ ผ่านการอบรมมีประสบการณ์และฝึกฝนเกี่ยวกับการให้คำปรึกษา
                - ผู้ให้คำปรึกษาช่วยให้ผู้มาขอรับคำปรึกษาเข้าใจตนเองและรู้จักตนเอง
                - ผู้ให้คำปรึกษาต้องสามารถเข้าใจว่าปัญหาทุกอย่างไม่สามารถแยกออกจากปัญหาอื่นๆได้ อาจต้องมีความสัมพันธ์กัน
                - การให้คำปรึกษาต้องเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
                - การให้คำปรึกษาต้องยึดหลักในการให้บุคคลสามารถปรับตัวได้

วิธีการให้คำปรึกษา
                - การให้คำปรึกษาแบ่งออกเป็น 3 วิธี คือ
              - การให้คำปรึกษาแบบนำทาง
                - การให้คำปรึกษาแบบไม่นำทาง
              - การให้คำปรึกษาแบบสายกลาง

สาเหตุที่บุคคลต้องพึ่งบริการให้คำปรึกษา
- ขาดข้อมูลที่ถูกต้อง
- ต้องการที่พึ่ง
- เกิดความขัดแย้งหรือความขับข้องใจ
-ไม่สามารถตัดสินใจได้
- อารมณ์ไม่มั่นคง
          ปัญหาส่วนใหญ่ในสถานศึกษา
- ปัญหาเศรษฐกิจ
- ปัญหาทางด้านการเรียน
- ปัญหาทางด้านสุขภาพ
- ปัญหาทางด้านสังคม
- ปัญหาเกี่ยวกับการเลือกอาชีพ
- ปัญหาด้านความประพฤติ

ประโยชน์ของบริการให้คำปรึกษา
- ช่วยให้เกิดความกระจ่างในปัญหาต่างๆ
- ช่วยให้เกิดความสบายใจของผู้ขอรับบริการ
- ทราบแนวทางการปฏิบัติอย่างเหมาะสม
- ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์
- อื่นๆ


5. เรื่อง การจัดกิจกรรม

แนวการจัดกิจกรรมแนะแนว
เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมและพัฒนาความสามารถของผู้เรียนให้เหมาะสม ตามความแตกต่างระหว่างบุคคล สามารถค้นพบและพัฒนาศักยภาพของตน เสริมสร้างทักษะชีวิต วุฒิภาวะทางอารมณ์ การเรียนรู้ในเชิงเพิ่มพูนปัญญา และการสร้างสัมพันธ์ภาพที่ดี รู้จักและเข้าใจตนเอง สามารถเลือกและตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม รู้จักวางแผนการศึกษาต่อและการพัฒนาตนสู่โลกอาชีพและการมีงานทำ ตลอดจนสามารถปรับตัวและดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข

1. หลักการจัดกิจกรรมแนะแนว     มีหลักการในการดำเนินการดังนี้
          - จัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับสภาพปัญหา ความต้องการและธรรมชาติของผู้เรียน
          - จัดกิจกรรมให้ครอบคลุมเนื้อหาสาระด้านการพัฒนาตนเอง การศึกษา และอาชีพ
          - ประสานความร่วมมือให้ผู้เกี่ยวข้องกับผู้เรียนทุกฝ่าย นับตั้งแต่ผู้บริหาร ครูทุกคน ผู้ปกครอง ชุมชน ร่วมมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการดำเนินการ ให้ความร่วมมือและสนับสนุนให้การจัดกิจกรรมดำเนินไปด้วยความสะดวกอย่างมี ประสิทธิภาพ

2. ขอบข่ายการจัดกิจกรรมแนะแนว    มีขอบข่ายการดำเนินงาน 3 ด้าน คือ
           - การแนะแนวการศึกษา  มุ่งให้ผู้เรียนพัฒนาการเรียนให้เต็มศักยภาพ รู้จักแสวงหาความรู้ และวางแผนการเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  และมีนิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียน
           - การแนะแนวอาชีพ   มุ่งให้ผู้เรียนรู้จักตนเองและโลกของงานอย่างหลากหลาย มีเจตคติที่ดีในการทำงาน มีโอกาสได้รับประสบการณ์ และฝึกงานตามความถนัดความสนใจ
           - การแนะแนวเพื่อพัฒนาบุคลิกภาพ   มุ่งให้ผู้เรียนเข้าใจตนเอง รักและเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น มีอารมณ์มั่นคง มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี เข้าใจสิ่งแวดล้อม และสามารถปรับตัวให้ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างเป็นสุข

3. เป้าหมายของการจัดกิจกรรมแนะแนว
                ด้านการศึกษา
              - มีทักษะในการเรียนเพื่อส่งเสริมให้ประสบความสำเร็จทางการเรียนตามศักยภาพยิ่งขึ้น
              - ค้นพบศักยภาพและพัฒนาศักยภาพของตนให้เป็นประโยชน์ต่อตน ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ ได้ตามสภาพของแต่ละบุคคล

             ด้านการแนะแนวอาชีพ
              - รู้ข้อมูลตนเองเพื่อการวางแผนงานอาชีพ เช่น ความถนัด ความสามารถ ความสนใจ จุดเด่น จุดด้อยของตนเอง
              - รู้และเข้าใจในธรรมชาติและคุณลักษณะของอาชีพ มีเจตคติที่ดีต่ออาชีพสุจริต  เห็นคุณค่าของการทำงาน
              -มีความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการศึกษาเพื่อเข้าสู่งานอาชีพ
              - มีเป้าหมายชีวิต รู้จักวางแผนชีวิตการเรียน การงาน ที่เหมาะสมกับความถนัด ความสนใจ และสภาพการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยี
              - มีคุณลักษณะพื้นฐานที่จำเป็นในการเตรียมตัวสู่โลกของงานอาชีพ

             ด้านการแนะแนวเพื่อพัฒนาบุคลิกภาพ
              - รู้จักและเข้าใจตนเอง รักและเห็นคุณค่าในตนเอง
              - เข้าใจและยอมรับผู้อื่น
              - มีทักษะในการดำเนินชีวิต สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพสังคม สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้อย่างเหมาะสม และสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
              - รู้จักตัดสินใจและแก้ปัญหา รวมทั้งสามารถปรับตัวต่อสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตอย่างเหมาะ  สม
              - มีคุณธรรม จริยธรรม เป็นคนดีในสังคม อยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข
              - รู้จักหลีกเลี่ยงอบายมุข สารเสพติด การพนัน หรือสิ่งที่เป็นอันตรายต่อชีวิต
              - มีวุฒิภาวะทางอารมณ์

4. รูปแบบการจัดกิจกรรมแนะแนว   มี 2 ลักษณะ คือ
         4.1  การจัดกิจกรรมแนะแนวในชั้นเรียน
                            -กิจกรรมคาบแนะแนวทุกระดับชั้น
            -กิจกรรมโฮมรูม
         4.2  การจัดกิจกรรมแนะแนวนอกชั้นเรียน เช่น
           - กิจกรรมกลุ่มทางจิตวิทยาและการแนะแนว
           - การทัศนศึกษาแหล่งวิทยาการและสถานประกอบการ
           - การเชิญผู้ปกครอง ผู้ทรงคุณวุฒิ ศิษย์เก่าเป็นวิทยากรให้ความรู้
           - การจัดนิทรรศการ
            - การจัดป้ายนิเทศ
             - การปฐมนิเทศ
           - การปัจฉิมนิเทศ
           - การจัดรายการวิทยุรอบรั้วโรงเรียน
           - ชุมนุมแนะแนว
           - กิจกรรมวันประสานสัมพันธ์
           - กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อน
           - กิจกรรมพี่ ม.ปลายดูแลน้อง ม.ต้น
            - กิจกรรมพี่คุยกับน้อง (รุ่นพี่หรือศิษย์เก่า)
           - กิจกรรมห่วงลูกห่วงศิษย์พิชิตเอนทรานซ์

5. การจัดงานบริการแนะแนว
           - งานศึกษารวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวผู้เรียน   การศึกษาและรวบรวมข้อมูลผู้เรียนเพื่อช่วยให้ครูรู้จักผู้เรียนแต่ละคนว่า เป็นอย่างไร  ต้องการอะไรและควรให้ความช่วยเหลือในลักษณะใด โดยใช้เครื่องมือ เทคนิค และวิธีการต่างๆ อย่างหลากหลาย เช่น การสังเกต สัมภาษณ์ แบบสอบถาม แบบทดสอบ การเขียนอัตชีวประวัติ สังคมมิติ การเยี่ยมบ้าน โดยมีการบันทึกข้อมูลในระเบียนพฤติการณ์ ระเบียนสะสม สมุดรายงานประจำตัวผู้เรียน
          - งานสนเทศแนะแนว  เป็นการให้ข้อมูลข่าวสารสนเทศที่จำเป็น และทันสมัย ทั้งด้านการศึกษา อาชีพ และการพัฒนาบุคลิกภาพ ให้สามารถตัดสินใจและแก้ปัญหาด้วยตนเอง ตลอดจนช่วยเหลือแก้ไขและฝึกประสบการณ์ที่เหมาะสม สำหรับผู้เรียนได้ใช้เป็นแนวทางในการวางแผนการศึกษาต่อและการดำรงชีวิตต่อไป โดยนำเสนอในรูปแบบต่างๆ เช่น การบรรยาย อภิปราย จัดป้ายสนเทศ การจัดหาเอกสารคู่มือให้อ่าน ทัศนศึกษา การใช้สื่อวิดีทัศน์
         - งานให้การปรึกษา  มีจุดมุ่งหมายที่จะช่วยให้ผู้เรียนที่รับบริการปรึกษาเกิดการเรียนรู้และ เข้าใจตนเอง รู้ว่าปัญหาของตนอยู่ที่ตรงไหน ควรจะแก้ไขตนเองอย่างไร การแก้ไขมีกี่ทางและควรเลือกทางใดจึงจะเหมาะสมกับตนเองมากที่สุด พร้อมทั้งเกิดความรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาของตนเองอย่างจริงจัง
         - งานป้องกัน ส่งเสริม พัฒนา ช่วยเหลือผู้เรียน  จัดกิจกรรมด้วยรูปแบบวิธีการหลากหลายเพื่อให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ ได้รับการฝึกฝน หรือได้รับการช่วยเหลือตามควรแก่กรณี เช่น จัดกิจกรรมที่สนองความถนัด ความสนใจ และความสามารถแก่ผู้เรียนทุกกลุ่มทุกคน รวมทั้งการจัดทุนการศึกษา อาหารกลางวัน
         - งานติดตามและประเมิน   เพื่อติดตามผลการดำเนินงานต่างๆ ที่จัดให้แก่ผู้เรียนเพื่อศึกษาผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือผู้เรียนแต่ละคนให้สามารถแก้ปัญหาและปรับ ปรุงตนเองในด้านต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม และนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ประเมินผลการดำเนินงานแนะแนวและงานอื่นๆ ของโรงเรียน


4. เรื่อง บริการสนเทศ

บริการสนเทศ (Information Service)


บริการสนเทศให้ความรู้ ข่าวสารต่าง ๆ ทั้งทางด้านการศึกษา การเลือกอาชีพ และการปรับตัวเข้ากับสังคม    บริการสนเทศ จะให้ความรู้ข่าวสารนอกเหนือจากการเรียน ช่วยให้นักเรียนมีความรู้เพิ่มเติมมากขึ้น
บริการสนเทศ นอกจากจะให้ข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับนักเรียนแล้ว ยังจะช่วยกระตุ้นให้นักเรียนสนใจที่จะวางแผนการในชีวิต และวางจุดประสงค์ที่จะช่วยสร้างทัศนคติที่ดีต่ออาชีพต่าง ๆ รู้จักทำงานร่วมกับผู้อื่นและสนใจในการปฏิบัติงาน  นอกจากนั้น บริการสนเทศยังส่งเสริมให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเรื่องต่าง ๆ อย่างถูกต้องและเป็นไปตามหลักของธรรมชาติ

บริการสนเทศ แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ
1. บริการสนเทศทางการศึกษา (Educational Information)
2. บริการสนเทศทางอาชีพ (Occupational Information)
3. บริการสนเทศทางด้านส่วนตัวและสังคม (Personal Information)

ประโยชน์ของบริการสารสนเทศ
*ผู้เรียนหรือผู้สนใจใจได้ข้อมูลที่ประโยชน์                 
*ประชาสัมพันธ์กิจกรรมและงานต่าง ๆ ที่น่าสนใจ
*เผยแพร่เรื่องราว ประสบการณ์ สาระน่ารู้                  
*เป็นข้อมูลพื้นฐานให้ผู้เรียนและผู้สนใจได้พิจารณา
*อื่นๆ



รูปแบบบริการสารสนเทศที่น่าสนใจ
*ป้ายนิเทศ                            *เว็บไซต์                               *ใบปลิว                 *แผ่นพับ
*หนังสือ                               *วารสาร                                *จุลสาร                  *ป้ายประกาศ
*เสียงตามสาย                      *วิทยุประชาสัมพันธ์           *อื่นๆ


3. เรื่อง บริการศึกษารวบรวมข้อมูล



บริการเก็บรวบรวมข้อมูล
                เป็นบริการศึกษาให้รู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล เพื่อนำมาประกอบการวิเคราะห์เด็กในการทำความเข้าใจเด็กให้ดีขึ้น และช่วยให้เขาได้รู้จักตัวของเขาเอง อันจะเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงตนเองต่อไป

เทคนิคในการรวบรวมข้อมูลมี 2 วิธี คือ
1.เทคนิคที่ไม่ใช่การทดสอบ (Non-test techniques) ได้แก่
-การสังเกต (Observation)
-มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale)
-อัตชีวประวัติ (Autobiography)
-แบบสอบถาม (Questionnaire)
-การสัมภาษณ์ (Interviewing)
-การศึกษาเป็นรายกรณี (Case Study)
-สังคมสัมพันธ์ (Sociogram)
-ระเบียนสะสม (Cumulative Record)
2.เทคนิคการทดสอบ (Test techniques) ได้แก่
การใช้แบบทดสอบต่างๆ การรวมรวบข้อมูลทั้งสองวิธีนี้ วิธีแรก คือ วิธีการที่ไม่ใช่การทดสอบได้รับความนิยมมากกว่าวิธีการที่สอง คือ วิธีการทดสอบ เพราะวิธีการทดสอบมีข้อจำกัดมากกว่า

เครื่องมือทางจิตวิทยาการแนะแนว
1.เทคนิควิธีทดสอบ (Testing Techniques)
เป็นเครื่องมือที่เป็นแบบทดสอบ(Testing) ซึ่งมีความเป็นปรนัย(Objective) และเป็นมาตรฐาน(Standardization) ในการวัดและประเมินลักษณะในด้านต่างๆของบุคคล
2.เทคนิควิธีการทดสอบ
- แบบทดสอบเชาวน์ปัญญา (Intelligence Test)
- แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ (Achievement Test)
- แบบสำรวจความสนใจ (Interest Inventory)
- แบบทดสอบความถนัด (Aptitude Test)
- แบบทดสอบบุคลิกภาพ (Personality Test)

หลักการในการนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมไปใช้
1. ควรคำนึงถึงความเป็นปัจจุบันของข้อมูลที่จะนำมาใช้
2. การวิเคราะห์ข้อมูลจากเทคนิคและเครื่องมือบางชนิดจำเป็น ต้องอาศัยผู้ที่มีความชำนาญ และเคยได้รับการฝึกมาแล้ว
3. การเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ ของผู้เรียนจำเป็นต้องเป็นความลับ
4. ควรจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยในการค้นหาและนำมาใช้ได้ง่าย

2. เรื่อง คุณสมบัติของครูแนะแนว

คุณสมบัติของครูแนะแนว
งานแนะแนวเป็นวิชาชีพ ซึ่งผู้ประกอบวิชานี้จำเป็นจะต้องเป็นผู้ได้รับการศึกษา ฝึกฝนอบรมมาโดยเฉพาะจึงจะสามารถทำงานแนะแนวให้บังเกิดผลดีมีประสิทธิภาพ เกี่ยวกับคุณสมบัติของครูแนะแนวนั้น กรมวิชาการ ได้กำหนดไว้ว่าอย่างน้อยควรจะมี 3 ประการ คือ วุฒิทางการศึกษา ประสบการณ์ในการแนะแนว และคุณสมบัติบางประการที่จำเป็น ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

วุฒิทางการศึกษา    มีวุฒิอย่างน้อยปริญญาตรีและได้รับการศึกษาอบรมทางด้านการแนะแนวหรือ จิตวิทยาโดยเฉพาะ หรือได้รับการอบรมวิชาการแนะแนวตามหลักการที่คณะกรรมการแนะแนวการศึกษาและ อาชีพของกระทรวงศึกษาธิการได้วางไว้

ประสบการณ์   เป็นครูอย่างน้อย 5 ปี และไม่เคยปฏิบัติงานแนะแนวมาแล้วอย่างน้อย 1 ปีและได้สอนนักเรียนมาแล้วอย่างน้อย 2 ปี ในระดับชั้นการศึกษาที่ทำหน้าที่แนะแนว

คุณสมบัติที่จำเป็น
1. มีความสนใจเรื่องการแนะแนว
2. มีความสนใจทุกข์สุขของนักเรียน
3. มีความเข้าใจเรื่องการสอนการเรียน และทำการสอนได้ผลดีมาแล้ว
4.มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับชีวิตมาแล้วพอสมควร
5. มีความรู้เกี่ยวกับภาวะทางเศรษฐกิจและสังคม ทันต่อเหตุการณ์เสมอ
6. ทรงไว้ซึ่งคุณธรรม เช่นยุติธรรม มีขันติ มีความจริงใจ รักษาความลับและไว้วางใจได้
7. มีความสามารถปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ง่าย
8. มีบุคลิกภาพดี เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้ที่ติดต่อด้วย นักเรียนอยากเข้าใกล้และเกิดความรู้สึกไว้วางใจ
9. ไวต่อความต้องการและความรู้สึกของคนอื่น สามารถเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่น
10. มีศิลปะในการพูด การฟัง อันจะทำให้การแนะแนวบรรลุผลตามความมุ่งหมาย
11. มีสุขภาพแข็งแรงและสุขภาพจิตดี
12. มีอารมณ์มั่นคงและมีอารมณ์ขัน
13. มีใจกว้างยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น
14. มีความเชื่อมั่นในตนเองและมีความสุขุมรอบคอบ

1. เรื่อง บริหารงานแนะแนว

ความหมายการบริหารงานแนะแนว
การจัดการเพื่อให้การจัดกิจกรรมแนะแนว  การจัดบริการแนะแนว และการพัฒนาวิชาการแนะแนว ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ       และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน ในการดำรงชีวิตด้านการศึกษา อาชีพ ส่วนตัวและสังคม

ขอบข่ายการบริหารงานแนะแนวในโรงเรียน มี 5 บริการ คือ
       1. บริการศึกษาเด็กรายบุคคลและรวบรวมข้อมูล
                เป็นการรวบรวมข้อมูลของนักเรียนเป็นรายบุคคล ด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล นำไปสู่การช่วยเหลือนักเรียนอย่างเป็นระบบ
        2. บริการสนเทศ
                เป็นบริการที่ให้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ด้านการศึกษา อาชีพ ส่วนตัวและสังคม โดยวิธีการต่างๆ ทั้งในรูปแบบบริการปกติและโครงการต่างๆ ทำให้นักเรียนมีข้อมูลที่ทันสมัยใช้ในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ
        3. บริการให้การปรึกษา
                เป็นการให้ความช่วยเหลือทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม ด้วยคณาจารย์งานแนะแนวและทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ เช่น พยาบาล นักจิตวิทยาและจิตแพทย์
        4. บริการจัดวางตัวบุคคล
                เป็นการช่วยเหลือ ป้องกัน แก้ไข และส่งเสริมให้นักเรียนได้พัฒนาตนเองในด้านต่างๆ ให้เต็มตามศักยภาพของแต่ละบุคคล และให้ความช่วยเหลือในกรณีขัดสนต่างๆ เช่น ทุนการศึกษา ฯลฯ
        5. บริการติดตามผลและประเมินผล
                เป็นการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานที่ทำไว้ เพื่อค้นหาข้อสรุป ข้อบกพร่อง เพื่อนำมาปรับปรุงงานบริการต่อไป

องค์ประกอบสนับสนุนการบริหารงานแนะแนว
          ด้านปัจจัย
          ด้านกระบวนการ
          ด้านผลผลิต

1.ด้านปัจจัย
ประเภทบุคคล/ องค์กร
          บุคคลผู้เกี่ยวข้อง 
          เครือข่ายการแนะแนว 

ประเภทวิธีการ
          โครงสร้างการบริหารงานแนะแนว 
          การจัดบรรยากาศและสภาพแวดล้อม
          การประสานสัมพันธ์

ประเภทสิ่งอำนวยความสะดวก
          วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องใช้สำนักงาน   
          ห้องแนะแนวและห้องให้การปรึกษา เครื่องมือ ระเบียนสะสม แบบทดสอบ
          งบประมาณ

2. ด้านกระบวนการ
          การจัดกิจกรรมแนะแนว
          การจัดบริการแนะแนว
          การส่งต่อนักเรียน

3.ด้านผลผลิต
          สมรรถนะสำคัญ
          คุณลักษณะอันพึงประสงค์
          วัตถุประสงค์ของการแนะแนว
          คุณภาพของผู้เรียนตามที่สถานศึกษากำหนด